คู่มือสุขภาพ

อาการปวดบริเวณทวารหนัก: สาเหตุ อาการแสดง และการจัดการ

Dr. SengullerDr. Senguller15 พฤษภาคม 2569
อาการปวดบริเวณทวารหนัก: สาเหตุ อาการแสดง และการจัดการ

อาการปวดบริเวณทวารหนักเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในกลุ่มประชากรต่างวัยและเพศต่าง ๆ สาเหตุของอาการปวดนี้มีได้หลากหลาย และส่วนใหญ่มักบรรเทาได้ง่ายด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตหรือการรักษาทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงที่ควรได้รับการประเมินอย่างรอบคอบ

สาเหตุที่พบบ่อยของอาการปวดทวารหนักมีอะไรบ้าง?

ภาวะหลักที่อาจทำให้เกิดอาการปวดบริเวณทวารหนัก ได้แก่

  • ริดสีดวงทวาร: เกิดจากหลอดเลือดรอบทวารหนักและไส้ตรงขยายตัวและบวม อาจมีอาการคัน บวม หรือมีก้อนที่ไวต่อความรู้สึก

  • แผลปริขอบทวาร: มักเกิดจากอาการท้องผูกหรือท้องเสียเรื้อรัง ทำให้เกิดรอยฉีกขาดรอบทวารหนัก อาจทำให้ปวดแสบปวดรุนแรง

  • ฝีรอบทวาร: เป็นการติดเชื้อที่เนื้อเยื่อรอบทวารหนัก ทำให้บวม แดง และปวด อาจมีไข้หรือหนาวสั่นร่วมด้วย

  • รูรั่วทวาร: เป็นช่องทางเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างลำไส้ส่วนปลายกับผิวหนังรอบทวารหนัก มักเกิดหลังการติดเชื้อ

  • กลุ่มอาการเลเวเตอร์อานิ: เป็นอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อรอบทวารหนักที่เกิดขึ้นชั่วคราวและอาจเกิดซ้ำได้

  • ท้องเสียเรื้อรังหรือรุนแรง

  • มะเร็งทวารหนักหรือไส้ตรง

  • การติดเชื้อบางชนิดที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์

  • โรคขนคุด (pilonidal sinus)

  • โรคผิวหนัง

  • Proktalgia Fugax: อาการปวดไส้ตรงเฉียบพลัน รุนแรง และเป็นช่วงสั้น ๆ

  • การเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนและร่างกายจากการตั้งครรภ์และการคลอด

  • การใช้ชีวิตแบบไม่เคลื่อนไหวและนั่งเป็นเวลานาน

อาการปวดทวารหนักเกิดขึ้นได้อย่างไร? ประเภทของอาการปวด

อาการปวดบริเวณทวารหนักอาจแตกต่างกันไปตามสาเหตุและแต่ละบุคคล:

  • อาการปวดที่เกิดขึ้นระหว่างหรือหลังขับถ่าย ซึ่งบางครั้งรู้สึกเหมือนถูกแทง มักสัมพันธ์กับแผลปริขอบทวารและริดสีดวงทวาร

  • อาการปวดเฉียบพลันและต่อเนื่องที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันอย่างมาก มักบ่งบอกถึงฝีรอบทวาร

  • อาการปวดรุนแรงแบบเกร็งที่เกิดขึ้นทันที มักเกี่ยวข้องกับภาวะ proktalgia fugax

  • อาการปวดเรื้อรังที่ไม่หาย อาจเกิดจากสาเหตุทางระบบประสาทหรือปัญหาที่ไขสันหลัง

อาการทั่วไปของอาการปวดทวารหนัก

อาการปวดทวารหนักมักมีอาการร่วมดังนี้:

  • รู้สึกแสบ เจ็บ หรือบวม

  • รู้สึกไม่สบายหรือปวดขณะนั่ง

  • ปวดมากขึ้นระหว่างหรือหลังขับถ่าย

  • คันรอบทวารหนัก

  • บางครั้งผิวหนังบริเวณนั้นไวต่อความรู้สึกหรือมีรอยแดง

สาเหตุส่วนใหญ่ของอาการปวดทวารหนักจะบรรเทาได้ในระยะเวลาอันสั้นด้วยการรักษาที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม หากอาการรุนแรง เรื้อรัง หรือรบกวนชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์

สาเหตุของอาการปวดทวารหนักในเด็กมีอะไรบ้าง?

ในเด็กและทารก อาการปวดทวารหนักมักเกี่ยวข้องกับแผลปริขอบทวาร ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดหลังขับถ่ายแข็งเนื่องจากท้องผูก ทำให้เด็กปวดขณะขับถ่ายและบางครั้งอาจมีเลือดออกเล็กน้อย

อาการคันและแสบก็พบได้บ่อยในเด็ก ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตประจำวันของเด็ก แผลปริขอบทวารในเด็กมักหายได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์ (แผลเฉียบพลัน) แต่หากหายเกินสามสัปดาห์จะเรียกว่า "แผลเรื้อรัง" และควรปรึกษากุมารแพทย์หรือศัลยแพทย์

สาเหตุของอาการปวดทวารหนักในช่วงตั้งครรภ์

ในระหว่างตั้งครรภ์ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและแรงดันในช่องท้องที่เพิ่มขึ้นจากมดลูกที่ขยายตัว อาจทำให้เกิดอาการปวดทวารหนักได้ อาการท้องผูก ริดสีดวงทวาร และแผลปริขอบทวารเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของอาการปวดทวารหนักในหญิงตั้งครรภ์ เพื่อความปลอดภัยของแม่และทารก มักแนะนำให้ใช้วิธีที่ไม่ใช่ยาเป็นอันดับแรก:

  • แช่น้ำอุ่นแบบนั่ง

  • ประคบเย็น

  • ทำความสะอาดบริเวณนั้นอย่างอ่อนโยนและใช้ขี้ผึ้งบรรเทา

นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวร่างกายให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการนั่งนาน และรับประทานอาหารที่สมดุลจะช่วยลดความเสี่ยงของอาการปวดทวารหนักในระหว่างตั้งครรภ์

สาเหตุของอาการปวดทวารหนักในสตรีสูงอายุ

หนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยของอาการปวดทวารหนักในสตรีสูงอายุคือภาวะไส้ตรงเคลื่อนเข้าไปในช่องคลอด (rectocele) ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ที่คลอดบุตรหลายครั้ง ผ่านการผ่าตัดมดลูก หรือในสตรีสูงอายุ การวินิจฉัยต้องได้รับการตรวจจากแพทย์ หากอาการไม่รุนแรง แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่หากอาการรุนแรงอาจต้องพิจารณาการผ่าตัด

วิธีที่สามารถทำได้ที่บ้าน: การบรรเทาอาการปวดทวารหนักในผู้หญิง

สามารถใช้วิธีธรรมชาติและวิธีเสริมต่าง ๆ เพื่อบรรเทาอาการปวดทวารหนักได้ เช่น

  • ดื่มน้ำมาก ๆ

  • รับประทานอาหารที่มีใยอาหารเพียงพอ (ผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด)

  • ประคบเย็นบริเวณที่ปวด

  • แช่น้ำอุ่นแบบนั่ง

  • ทำความสะอาดบริเวณทวารหนักอย่างอ่อนโยน หลีกเลี่ยงการขัดถูหรือระคายเคือง

  • ใช้ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติเช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก หรือเจลว่านหางจระเข้

  • ดื่มชาดอกคาโมมายล์ มะลิ หรือเลมอนบาล์ม

วิธีเหล่านี้อาจช่วยบรรเทาอาการเล็กน้อยได้ แต่หากอาการยังคงอยู่ควรปรึกษาแพทย์ ไม่แนะนำให้ใช้ยาด้วยตนเอง

การตรวจวินิจฉัยเมื่อมีอาการปวดทวารหนัก

หากมีอาการปวดทวารหนักชัดเจนหรือเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เช่น แพทย์โปรกโตโลยีหรือศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก การวินิจฉัยอาจประกอบด้วย

  • การตรวจร่างกาย

  • การส่องกล้อง (anoscopy, rectoscopy)

  • Defecography (การถ่ายภาพขณะขับถ่าย)

  • Anorectal manometry (การวัดการทำงานของกล้ามเนื้อ)

แพทย์อาจพิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือการถ่ายภาพเพิ่มเติมหากจำเป็น

แนวทางการรักษาอาการปวดทวารหนักในผู้หญิง

ในผู้หญิง อาการปวดทวารหนักอาจเพิ่มขึ้นหลังคลอดและในช่วงวัยหมดประจำเดือน สามารถบรรเทาอาการได้ด้วยวิธีต่อไปนี้:

  • นวดเบา ๆ และออกกำลังกายผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบทวารหนัก

  • นั่งในท่าที่เหมาะสม (ในผู้หญิงให้นั่งโดยให้หลังอยู่ด้านหลังช่องคลอด ในผู้ชายให้นั่งโดยให้โคนอวัยวะเพศอยู่บนพื้นแข็ง)

  • แช่น้ำอุ่นแบบนั่งและประคบเย็น

  • ดื่มน้ำและรับประทานใยอาหารให้เพียงพอ

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

  • ดื่มชาสมุนไพร (เช่น ดอกคาโมมายล์ เลมอนบาล์ม มะลิ)

  • ในกรณีจำเป็น อาจใช้ยาหรือฉีดโบท็อกซ์ภายใต้การดูแลของแพทย์

หากอาการปวดทวารหนักไม่หาย รุนแรง หรือเกิดซ้ำ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง

คำถามที่พบบ่อย

1. ควรสังเกตอาการร่วมใดบ้างเมื่อมีอาการปวดทวารหนัก?

หากมีเลือดออกจากทวารหนัก มีของเหลวกลิ่นเหม็น ไข้ บวมเฉียบพลัน ขับถ่ายลำบาก หรือมีน้ำหนักลด ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

2. อาการปวดทวารหนักเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงเสมอไปหรือไม่?

ไม่ใช่เสมอไป ส่วนใหญ่มักเกิดจากสาเหตุไม่รุนแรง แต่ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง หากอาการต่อเนื่องหรือรุนแรงไม่ควรละเลย

3. เมื่อเด็กมีอาการปวดทวารหนักควรทำอย่างไร?

ส่วนใหญ่มักเกิดจากแผลปริขอบทวารและหายได้เอง แต่หากอาการยังคงอยู่ รุนแรง หรือมีเลือดออก ควรปรึกษากุมารแพทย์

4. วิธีบรรเทาอาการปวดทวารหนักในหญิงตั้งครรภ์มีอะไรบ้าง?

แช่น้ำอุ่นแบบนั่ง ดื่มน้ำและรับประทานอาหารที่มีใยอาหาร ประคบเย็น และดูแลความสะอาดบริเวณนั้นอาจช่วยได้ หากอาการยังคงอยู่ควรปรึกษาแพทย์

5. ควรไปพบแพทย์สาขาใดเมื่อมีอาการปวดทวารหนัก?

ควรปรึกษาแพทย์ศัลยกรรมทั่วไป โดยเฉพาะแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านโปรกโตโลยีหรือศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

6. วิธีธรรมชาติที่ช่วยบรรเทาอาการปวดทวารหนักที่บ้านมีอะไรบ้าง?

รับประทานอาหารที่มีใยอาหาร ดื่มน้ำมาก ๆ แช่น้ำอุ่นแบบนั่ง ประคบเย็น และทำความสะอาดอย่างอ่อนโยน หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

7. จะป้องกันอาการปวดทวารหนักได้อย่างไร?

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่อยู่นิ่งนาน และสร้างนิสัยขับถ่ายที่ดีอย่างสม่ำเสมอ

8. อาการปวดทวารหนักสามารถเกิดจากโรคผิวหนังได้หรือไม่?

ได้ โรคผิวหนังอักเสบ การติดเชื้อราที่ผิวหนัง และโรคผิวหนังบางชนิดอื่น ๆ สามารถทำให้เกิดอาการปวดและความไม่สบายบริเวณทวารหนักได้

9. ริดสีดวงทวารและรอยแยกทวารหนักแตกต่างกันอย่างไร?

ทั้งสองอย่างสามารถทำให้เกิดอาการปวดได้ ในริดสีดวงทวารจะมีอาการบวมและเลือดออกเด่นกว่า ส่วนรอยแยกทวารหนักจะมีอาการปวดแสบเหมือนถูกมีดบาดและแสบขณะขับถ่ายเด่นชัด

10. ฝีทวารหนักคืออะไร? จะสังเกตได้อย่างไร?

จะมีอาการบวม แดง ปวดเฉียบพลันและรุนแรงบริเวณทวารหนัก บางครั้งมีไข้และหนาวสั่น ต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์

แหล่งข้อมูล

  • องค์การอนามัยโลก (WHO) หน้าข้อมูลโรคทางเดินอาหารและลำไส้ใหญ่

  • ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) คู่มือโรคทวารหนักและทวารหนัก

  • แนวทางคลินิกของสมาคมศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักแห่งอเมริกา (ASCRS)

  • วารสารการแพทย์อังกฤษ (BMJ), "Evaluation and management of anal pain" (2022)

  • Mayo Clinic, ภาพรวมและแหล่งข้อมูลสำหรับผู้ป่วยเกี่ยวกับอาการปวดทวารหนัก

คุณชอบบทความนี้ไหม?

แชร์กับเพื่อนของคุณ