คู่มือสุขภาพ

อาการหูอื้อ (Tinnitus): คืออะไร เกิดจากสาเหตุใด และควรปฏิบัติอย่างไร

Dr. Enes YüzkollarDr. Enes Yüzkollar13 พฤษภาคม 2569
อาการหูอื้อ (Tinnitus): คืออะไร เกิดจากสาเหตุใด และควรปฏิบัติอย่างไร

อาการหูอื้อคืออะไร?

อาการหูอื้อ หรือที่เรียกทางการแพทย์ว่า ตินนิตัส คืออาการที่บุคคลได้ยินเสียงในหูหรือศีรษะอย่างต่อเนื่องหรือเป็นพัก ๆ โดยไม่มีแหล่งกำเนิดเสียงจากภายนอก อาการนี้เป็นอาการที่พบได้บ่อย เสียงที่ได้ยินมักถูกอธิบายว่าเป็นเสียงอื้อ เสียงฮัม เสียงแมลง เสียงหวีด เสียงชีพจร หรือเสียงซ่าในรูปแบบต่าง ๆ เสียงเหล่านี้ไม่สามารถได้ยินโดยบุคคลอื่นจากสิ่งแวดล้อมภายนอก และอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

ตินนิตัสมักพบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตามสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงอายุ รวมถึงในเด็กด้วย เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนจะมีอาการหูอื้อชั่วคราวเป็นครั้งคราว แต่หากอาการเป็นต่อเนื่องควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ

อาการหูอื้อรู้สึกอย่างไร?

ตินนิตัสมักเกิดขึ้นที่หูข้างเดียว (ขวาหรือซ้าย) หรือทั้งสองข้างพร้อมกัน บางครั้งเสียงอาจรับรู้ได้ในศีรษะ ผู้ป่วยอาจอธิบายเสียงนี้ว่าเป็นเสียงอื้อ เสียงกริ่ง เสียงเครื่องจักร หรือเสียงที่คล้ายกับจังหวะชีพจร ความดังและลักษณะของเสียงจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางรายอาจเป็นเพียงเล็กน้อยและเป็นพัก ๆ ขณะที่บางรายอาจเป็นต่อเนื่องและรบกวนจิตใจ

อาการหูอื้อที่รุนแรงอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและประสิทธิภาพในการทำงาน ในกรณีที่รุนแรงอาจนำไปสู่ความเครียด วิตกกังวล และปัญหาการนอนหลับ โดยเฉพาะในเวลากลางคืนหรือในที่เงียบสงบ อาการจะเด่นชัดมากขึ้น

สาเหตุหลักของอาการหูอื้อมีอะไรบ้าง?

ตินนิตัสสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่:

  • สูญเสียการได้ยิน: มักพบในผู้สูงอายุหรือเกิดจากความเสียหายจากเสียงดัง

  • การสัมผัสเสียงดังเป็นเวลานาน: เสียงดังจากโรงงาน คอนเสิร์ต เครื่องจักร หรือเสียงปืน อาจทำลายเซลล์ในหูชั้นใน

  • การติดเชื้อในหู: การอักเสบของหูชั้นกลาง การมีของเหลวในหู หรือความเสียหายของแก้วหูอาจทำให้เกิดอาการหูอื้อ

  • ขี้หู (บูซอน): การสะสมของขี้หูมากเกินไปอาจอุดตันหูและทำให้เกิดตินนิตัสชั่วคราว

  • โรคระบบไหลเวียนโลหิต: โดยเฉพาะอาการหูอื้อที่สัมพันธ์กับจังหวะชีพจร (‘pulsatile tinnitus’) อาจพบในกรณีหลอดเลือดอุดตัน ภาวะโป่งพอง หรือความดันโลหิตสูง

  • การบาดเจ็บที่ศีรษะ คอ และความผิดปกติของข้อต่อขากรรไกร: โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับโรคข้อต่อขากรรไกรล่าง

  • การใช้ยาบางชนิด (ยาออกฤทธิ์ต่อหู): แอสไพรินขนาดสูง ยาปฏิชีวนะบางชนิด ยาขับปัสสาวะ และยาเคมีบำบัดบางชนิดที่อาจทำลายเส้นประสาทการได้ยิน

  • ปัญหาทางเมตาบอลิซึมและระบบประสาท: เบาหวาน โรคไทรอยด์ โลหิตจาง กลุ่มอาการเมเนียร์ โรคประสาทบางชนิด และโรคทางจิตเวช

  • ความเครียดและความวิตกกังวล: แม้จะไม่ใช่สาเหตุโดยตรง แต่สามารถทำให้อาการหูอื้อรุนแรงขึ้นและยากต่อการทนทาน

ในบางกรณีที่พบได้น้อย อาการหูอื้ออาจเกิดจากปัญหาสุขภาพร้ายแรง เช่น เนื้องอกหรือความผิดปกติของหลอดเลือด

ประเภทของตินนิตัสมีอะไรบ้าง?

อาการหูอื้อสามารถจำแนกตามสาเหตุพื้นฐานและลักษณะเสียงที่ผู้ป่วยได้ยิน:

  • ตินนิตัสชนิดอัตวิสัย: เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด ได้ยินเฉพาะโดยผู้ป่วย มักเกี่ยวข้องกับปัญหาของระบบการได้ยิน

  • ตินนิตัสชนิดวัตถุวิสัย: เป็นอาการหูอื้อที่สามารถได้ยินโดยผู้ป่วยและแพทย์ผู้ตรวจโดยใช้อุปกรณ์พิเศษ พบได้น้อย มักเกิดจากสาเหตุของหลอดเลือดหรือกล้ามเนื้อ (เช่น ความผิดปกติของหลอดเลือดแดงใกล้หู)

ลักษณะของอาการอาจเป็นแบบเป็นพัก ๆ หรือเป็นต่อเนื่อง อาจเกิดที่หูข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง และลักษณะเสียงรวมถึงความถี่จะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

อาการของหูอื้อมีอะไรบ้าง?

อาการที่เด่นชัดที่สุดคือ การได้ยินเสียงในหูหรือศีรษะโดยไม่มีแหล่งกำเนิดเสียงจากภายนอก อาจมีอาการร่วมดังนี้:

  • สูญเสียการได้ยิน

  • สมาธิลดลง

  • ปัญหาการทรงตัว

  • บางรายอาจไวต่อเสียงรอบข้างมากผิดปกติ (hyperacusis)

  • นอนไม่หลับและกระสับกระส่าย

ในบางกรณี อาจมีอาการเวียนศีรษะ รู้สึกแน่นในหู หรือวิตกกังวลร่วมด้วย

กระบวนการวินิจฉัยอาการหูอื้อเป็นอย่างไร?

ขั้นตอนแรกของการวินิจฉัยตินนิตัสคือการซักประวัติอย่างละเอียดและตรวจร่างกายโดยแพทย์หู คอ จมูก แพทย์จะสอบถามระยะเวลา ลักษณะของอาการหูอื้อ การสูญเสียการได้ยินหรืออาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจะดำเนินการดังนี้:

  • การประเมินการได้ยิน (การทดสอบการได้ยิน)

  • ในกรณีจำเป็น อาจตรวจทางรังสีวิทยา (MRI, CT เป็นต้น)

  • ตรวจเลือดและประเมินการทรงตัวหากจำเป็น

วิธีการเหล่านี้ช่วยในการค้นหาสาเหตุของอาการหูอื้อ และหากจำเป็นอาจส่งต่อไปยังแพทย์เฉพาะทางที่เกี่ยวข้อง

วิธีการรับมือกับอาการหูอื้อในปัจจุบัน

แม้จะไม่สามารถขจัดอาการหูอื้อได้อย่างสมบูรณ์เสมอไป แต่ส่วนใหญ่สามารถบรรเทาอาการและเพิ่มคุณภาพชีวิตได้ การรักษาประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี้:

  • รักษาสาเหตุพื้นฐาน: เช่น การทำความสะอาดขี้หู รักษาการติดเชื้อในหู ควบคุมความดันโลหิตหรือโรคไทรอยด์

  • ปรับเปลี่ยนการใช้ยา: ทบทวนยาที่อาจมีผลข้างเคียงภายใต้การดูแลของแพทย์

  • เครื่องช่วยฟังในผู้ที่สูญเสียการได้ยิน: ในกรณีที่มีอาการหูอื้อร่วมกับการสูญเสียการได้ยิน เครื่องช่วยฟังสามารถช่วยทั้งการได้ยินและบรรเทาอาการหูอื้อ

  • อุปกรณ์กลบเสียง (เครื่องเสียงสีขาว): ช่วยกลบเสียงหูอื้อ โดยเฉพาะในเวลากลางคืนหรือในที่เงียบ

  • การบำบัดด้วยเสียงและแนวทางพฤติกรรม: การบำบัดพฤติกรรมทางปัญญา เทคนิคผ่อนคลาย การทำสมาธิ และวิธีลดความเครียดเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพในการจัดการความรำคาญจากอาการหูอื้อ

  • ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต: การป้องกันเสียงดัง การนอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรับประทานอาหารสมดุลช่วยควบคุมอาการหูอื้อ

  • การรักษาเสริม: ในบางกรณีอาจต้องใช้ยา หรือวิธีการรักษาเฉพาะทางเพิ่มเติม

  • การผ่าตัด: ในกรณีที่พบปัญหาหลอดเลือดหรือโครงสร้างผิดปกติ อาจพิจารณาการผ่าตัด

ควรตระหนักว่า ตินนิตัสอาจเป็นสัญญาณแรกของปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรง หากอาการหูอื้อเป็นมานานหรือรุนแรงขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

จะป้องกันอาการหูอื้อได้อย่างไร?

  • ใช้เครื่องป้องกันหูเมื่ออยู่ในที่เสียงดัง

  • หลีกเลี่ยงการฟังเพลงเสียงดังเป็นเวลานาน

  • ดูแลสุขอนามัยของหู หลีกเลี่ยงการใช้ไม้พันสำลี

  • ติดตามดูแลโรคเรื้อรังอย่างสม่ำเสมอ

  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่จำเป็นและโดยขาดความรู้

  • จัดการความเครียด

คำถามที่พบบ่อย

1. อาการหูอื้อเกิดจากอะไร?

อาการหูอื้อมักเกิดจากการสูญเสียการได้ยิน การสัมผัสเสียงดัง การติดเชื้อในหู การสะสมของขี้หู ปัญหาระบบไหลเวียนโลหิต หรือผลข้างเคียงของยาบางชนิด ในบางกรณีอาจไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน

2. อาการหูอื้อจะรุนแรงขึ้นเมื่อเครียดหรือไม่?

ใช่ ความเครียดสามารถเพิ่มการรับรู้และความรุนแรงของอาการหูอื้อได้ การจัดการความเครียดมีบทบาทสำคัญในการควบคุมอาการหูอื้อ

3. อาการหูอื้อข้างเดียวเป็นเรื่องน่ากังวลหรือไม่?

อาการหูอื้อที่เกิดขึ้นทันทีหรือเป็นต่อเนื่องที่หูข้างเดียว อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสำคัญ เช่น เนื้องอกของเส้นประสาทการได้ยินหรือความผิดปกติของหลอดเลือด ควรปรึกษาแพทย์ในกรณีนี้

4. อาการหูอื้อหายขาดได้หรือไม่?

ในบางกรณีสามารถรักษาสาเหตุของอาการหูอื้อและอาการจะหายไป อย่างไรก็ตามในหลายกรณี แม้จะไม่หายขาดแต่สามารถควบคุมได้ด้วยวิธีที่เหมาะสม

5. ยาใดบ้างที่อาจทำให้เกิดอาการหูอื้อ?

ยาปฏิชีวนะบางชนิด (เช่น อะมิโนไกลโคไซด์) ยาเคมีบำบัด แอสไพรินขนาดสูง และยาขับปัสสาวะบางชนิดอาจทำให้เกิดอาการหูอื้อจากผลข้างเคียงต่อหู

6. ตินนิตัสกับการสูญเสียการได้ยินมักเกิดร่วมกันเสมอหรือไม่?

ไม่ใช่เสมอไป ตินนิตัสอาจเกิดขึ้นโดยไม่มีการสูญเสียการได้ยิน แต่หากมีการสูญเสียการได้ยิน ความเสี่ยงของอาการหูอื้อจะเพิ่มขึ้น

7. ผู้ที่มีอาการหูอื้อควรพบแพทย์เฉพาะทางใด?

แนะนำให้ได้รับการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก (โสต ศอ นาสิกวิทยา) เป็นอันดับแรก หากจำเป็นอาจมีการส่งต่อไปยังนักโสตสัมผัสวิทยาและสาขาเฉพาะทางอื่น ๆ ได้

8. มีข้อแนะนำอะไรบ้างในการบรรเทาอาการหูอื้อที่บ้าน?

การสร้างเสียงรบกวนสีขาวเบา ๆ (เช่น วิทยุ พัดลม เสียงน้ำ) ในสภาพแวดล้อมที่เงียบ การจัดการความเครียด การนอนหลับให้เพียงพอ และการหลีกเลี่ยงเสียงดัง สามารถช่วยบรรเทาอาการได้

9. เครื่องสร้างเสียงรบกวนสีขาวมีประสิทธิภาพหรือไม่?

เครื่องสร้างเสียงรบกวนสีขาวหรืออุปกรณ์กระจายเสียงธรรมชาติสามารถลดการรับรู้เสียงหูอื้อและช่วยให้นอนหลับสบายขึ้นได้

10. จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทางจิตวิทยาหรือบำบัดหรือไม่?

หากอาการหูอื้อเกิดร่วมกับความไม่สบายใจ ความวิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้า อาจได้รับประโยชน์จากการสนับสนุนทางจิตวิทยา เช่น การบำบัดพฤติกรรมทางปัญญา

11. เด็กสามารถมีอาการหูอื้อได้หรือไม่?

เด็กก็สามารถมีอาการหูอื้อได้เช่นกัน แต่พบได้น้อยกว่าผู้ใหญ่ โดยอาจเกิดจากการสูญเสียการได้ยิน การติดเชื้อ หรือสิ่งแปลกปลอมในหูในบางกรณี

12. ควรไปพบแพทย์เมื่อใด?

หากอาการหูอื้อเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน รุนแรง หรือเกิดที่หูข้างเดียว รวมถึงมีการสูญเสียการได้ยิน เวียนศีรษะ หรือมีอาการทางระบบประสาทอื่นร่วมด้วย ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยไม่ชักช้า

13. อาการหูอื้อเป็นสัญญาณของมะเร็งได้หรือไม่?

ในบางกรณีที่พบได้น้อย เนื้องอกบางชนิดที่เส้นประสาทการได้ยินหรือก้านสมองอาจแสดงอาการด้วยหูอื้อ หากมีอาการหูอื้อข้างเดียวเป็นเวลานานและรุนแรงขึ้น ควรได้รับการประเมิน

14. อาการหูอื้อเกิดขึ้นหลังได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะและคอได้หรือไม่?

ใช่ หลังได้รับบาดเจ็บอาจเกิดอาการหูอื้อที่หูหรือศีรษะได้ ในกรณีนี้จำเป็นต้องได้รับการตรวจและประเมินอย่างละเอียด

15. ปัจจุบันมีวิธีการรักษาอาการหูอื้อแบบใดที่ได้ผล?

วิธีที่ทันสมัยที่สุด ได้แก่ การรักษาโรคพื้นฐาน การใช้เครื่องช่วยฟัง การบำบัดด้วยเสียง การบำบัดพฤติกรรมทางปัญญา เครื่องสร้างเสียงรบกวนสีขาว และการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต

แหล่งข้อมูล

  • องค์การอนามัยโลก – ภาวะหูหนวกและการสูญเสียการได้ยิน

  • สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา – สาเหตุ การวินิจฉัย และการรักษาอาการหูอื้อ

  • สถาบันศัลยกรรมหู คอ จมูก และศีรษะและคอแห่งอเมริกา

  • เมโยคลินิก – ภาพรวมของอาการหูอื้อ

  • สมาคมหูอื้อแห่งสหราชอาณาจักร – แผ่นข้อมูลอาการหูอื้อ

คุณชอบบทความนี้ไหม?

แชร์กับเพื่อนของคุณ

อาการหูอื้อคืออะไร? อาการหูอื้อรู้สึกอย่างไร? | Celsus Hub