คู่มือสุขภาพ

ชีพจรคืออะไรและเหตุใดจึงมีความสำคัญ

Dr. Yavuz BasogullarıDr. Yavuz Basogulları11 พฤษภาคม 2569
ชีพจรคืออะไรและเหตุใดจึงมีความสำคัญ

ชีพจร แม้ว่ามักจะเป็นที่รู้จักกันในชื่อการเต้นของหัวใจ แต่แท้จริงแล้วหมายถึงแรงดันที่เลือดกระทำต่อผนังหลอดเลือดในแต่ละครั้งที่หัวใจบีบตัว และคลื่นจังหวะที่เกิดขึ้นในหลอดเลือดเพื่อตอบสนองต่อแรงดันนี้ หัวใจจะสูบฉีดเลือดเข้าสู่หลอดเลือดแดงใหญ่ (เอออร์ตา) และจากนั้นส่งต่อไปยังทั่วร่างกาย เนื่องจากหลอดเลือดมีโครงสร้างที่ยืดหยุ่น จึงตอบสนองต่อการไหลเวียนของเลือดด้วยการขยายและหดตัว ชีพจรสามารถสัมผัสได้ง่ายในบริเวณที่อยู่ใกล้ผิวหนัง เช่น ข้อมือ ลำคอ ขมับ หรือขาหนีบ

ค่าชีพจรของแต่ละคนจะแตกต่างกันไปตามปัจจัยหลายประการ เช่น อายุ เพศ สุขภาพโดยรวม อุณหภูมิร่างกาย การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน กิจกรรมทางกายหรืออารมณ์ในแต่ละวัน ยาที่ใช้ และโรคต่าง ๆ ในบางช่วงเวลา ความเครียด การออกกำลังกาย ความเจ็บป่วย หรือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อาจทำให้ชีพจรเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ สิ่งสำคัญคือชีพจรควรมีจังหวะที่สม่ำเสมอและเป็นปกติ

ในผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ โดยเฉพาะนักกีฬา ชีพจรขณะพักอาจต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประชากรทั่วไป ชีพจรไม่ได้บอกเพียงแค่ว่าหัวใจเต้นเร็วแค่ไหน แต่ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับจังหวะของหัวใจ สมรรถภาพร่างกาย และภาวะสุขภาพบางอย่างด้วย โรคหัวใจและลิ้นหัวใจ เลือดออกอย่างรุนแรง ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ โรคระบบประสาท และภาวะเลือดออกในสมอง อาจทำให้ชีพจรเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด

ในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี อัตราการเต้นของหัวใจขณะพักมักจะอยู่ที่ 60-80 ครั้ง/นาที

ช่วงค่าชีพจรปกติควรอยู่ที่เท่าไร?

การที่ชีพจรมีจังหวะสม่ำเสมอและอยู่ในช่วงที่กำหนด ถือเป็นสัญญาณของระบบไหลเวียนโลหิตที่ดี แม้ว่าค่าชีพจรของแต่ละคนจะแตกต่างกัน แต่ในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี อัตราการเต้นของหัวใจขณะพักโดยปกติจะอยู่ที่ 60-100 ครั้ง/นาที สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ค่านี้อาจต่ำถึง 45-60 ครั้ง/นาที การมีชีพจรขณะพักต่ำอาจหมายถึงหัวใจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อัตราการเต้นของหัวใจที่สูงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองหรือหัวใจขาดเลือด ดังนั้นการวัดชีพจรอย่างสม่ำเสมอขณะพักจะช่วยให้ตระหนักรู้ได้เร็ว หากชีพจรที่วัดได้ขณะพักอยู่ระหว่าง 50-70 ถือว่าเหมาะสม 70-85 ถือว่าปกติทั่วไป 85 ขึ้นไปถือว่าชีพจรสูง อย่างไรก็ตาม ชีพจรเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคได้ และลักษณะสุขภาพของแต่ละบุคคลก็แตกต่างกัน

การวัดชีพจรเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการผิดปกติหรือมีปัจจัยเสี่ยง จะช่วยให้ตรวจพบปัญหาสุขภาพได้เร็วขึ้น แต่หากมีอาการชีพจรต่ำผิดปกติร่วมกับอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ หรือเป็นลม ควรรีบปรึกษาแพทย์โรคหัวใจทันที แม้ชีพจรสูงมักเกิดจากสาเหตุชั่วคราว (เช่น การออกกำลังกาย ความเครียด) แต่หากสูงอย่างต่อเนื่องขณะพักควรได้รับการตรวจสอบ การสูบบุหรี่และภาวะโลหิตจางก็อาจทำให้ชีพจรสูงขึ้นได้เช่นกัน หลังจากเลิกสูบบุหรี่ไม่กี่เดือน ชีพจรที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดมักถือเป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี

วิธีการวัดชีพจร

การวัดชีพจรควรทำในขณะที่ร่างกายพักผ่อนและสงบเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือ คุณสามารถวัดชีพจรในช่วงเวลาต่าง ๆ ของวันเพื่อหาค่าเฉลี่ยได้ โดยใช้สามนิ้วกดเบา ๆ บนหลอดเลือดแดงที่อยู่ข้างลำคอทั้งสองข้างหรือที่ข้อมือบริเวณหลังนิ้วหัวแม่มือ เมื่อสัมผัสชีพจรได้แล้ว ให้นับจำนวนครั้งที่เต้นใน 60 วินาทีโดยใช้เครื่องจับเวลา หรือดูนาฬิกา จำนวนที่ได้คือค่าชีพจรขณะนั้น

คุณยังสามารถใช้เครื่องวัดความดันโลหิตดิจิทัลหรืออุปกรณ์สุขภาพอัจฉริยะได้เช่นกัน หากมีความผิดปกติของจังหวะหัวใจ (ที่เรียกกันว่า "เต้นข้ามจังหวะ") ควรปรึกษาแพทย์ สำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ควรฟังเสียงหัวใจโดยตรงเพื่อวัดชีพจรอย่างถูกต้อง การตรวจสอบชีพจรอย่างสม่ำเสมอมีความสำคัญต่อการวินิจฉัยโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคระบบอื่น ๆ ในระยะเริ่มต้น

Gemini_Generated_Image_db158sdb158sdb15.png

สาเหตุของชีพจรสูง (ภาวะหัวใจเต้นเร็ว)

เมื่ออัตราการเต้นของหัวใจสูงกว่าปกติจะเรียกว่า "ภาวะหัวใจเต้นเร็ว" ชีพจรสูงอาจเกิดจากภาวะหัวใจล้มเหลว การติดเชื้อ โรคต่อมไทรอยด์ ภาวะคอพอกที่ควบคุมไม่ได้ เลือดออกอย่างรุนแรง หรือโรคเรื้อรังบางชนิด ในกรณีที่มีเลือดออกมาก หัวใจจะเต้นเร็วขึ้นเพื่อส่งออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อให้เพียงพอ แต่หากเสียเลือดมาก ชีพจรอาจลดลงอย่างเห็นได้ชัดและเป็นอันตรายถึงชีวิต

ไข้สูง ความวิตกกังวล ความเครียดทางอารมณ์ การออกแรงทางกาย และกิจกรรมฉับพลันต่าง ๆ ก็สามารถทำให้ชีพจรเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน หลังจากออกแรงหรือมีประสบการณ์ทางอารมณ์รุนแรง ชีพจรที่สูงขึ้นมักจะกลับสู่ปกติเมื่อร่างกายพักผ่อน อย่างไรก็ตาม หากชีพจรขณะพักสูงกว่า 90 ครั้ง/นาทีอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพอื่น ๆ และควรได้รับการประเมินอย่างละเอียด

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอสามารถช่วยลดชีพจรขณะพักได้ในระยะยาว การเดินเบา ๆ ในแต่ละวันจะช่วยส่งเสริมสุขภาพหัวใจและช่วยให้ชีพจรอยู่ในระดับต่ำลง

สาเหตุของชีพจรต่ำ (ภาวะหัวใจเต้นช้า)

ชีพจรต่ำที่เรียกว่า "ภาวะหัวใจเต้นช้า" หมายถึงอัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่าค่าปกติ หากชีพจรต่ำกว่า 40 ครั้ง/นาที เลือดและออกซิเจนอาจไปเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดอาการเวียนศีรษะ เป็นลม เหงื่อออก และอาการทางระบบประสาท ภาวะเลือดออกในสมอง เนื้องอก โรคหัวใจ การทำงานของต่อมไทรอยด์ต่ำ ความไม่สมดุลของฮอร์โมน ความชรา ความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิด การขาดแร่ธาตุ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และการใช้ยาบางชนิดก็อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นช้าได้

ในทางกลับกัน ในผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำและมีสมรรถภาพร่างกายดี อัตราการเต้นของหัวใจที่ต่ำถึง 40 ครั้ง/นาทีอาจถือเป็นเรื่องปกติ แสดงว่าหัวใจแข็งแรงและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาวะชีพจรต่ำในผู้ที่ออกกำลังกายจึงอาจไม่ใช่ปัญหาสุขภาพ

ค่าชีพจรตามอายุ

ชีพจรควรมีจังหวะสม่ำเสมอในทุกช่วงอายุ ขณะออกกำลังกายชีพจรจะเพิ่มขึ้นเป็นธรรมชาติ ดังนั้นเพื่อความแม่นยำควรวัดขณะพักหรือหลังพักอย่างน้อย 5-10 นาที ค่าชีพจรจะแตกต่างกันไปตามอายุและเพศ เช่น ในเด็กผู้ชายชีพจรมักสูงกว่าเด็กผู้หญิงเล็กน้อย แต่ในผู้ใหญ่ชายและหญิงไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ น้ำหนักเกินและโรคเรื้อรังก็มีผลต่อชีพจรเช่นกัน เพื่อสุขภาพที่ดีควรตรวจสุขภาพเป็นประจำ

ช่วงค่าชีพจรที่แนะนำตามกลุ่มอายุทั่วไปมีดังนี้:

  • ทารกแรกเกิด: 70-190 (เฉลี่ย 125 ครั้ง/นาที)

  • ทารกอายุ 1-11 เดือน: 80-160 (เฉลี่ย 120)

  • อายุ 1-2 ปี: 80-130 (เฉลี่ย 110)

  • อายุ 2-4 ปี: 80-120 (เฉลี่ย 100)

  • อายุ 4-6 ปี: 75-115 (เฉลี่ย 100)

  • อายุ 6-8 ปี: 70-110 (เฉลี่ย 90)

  • อายุ 8-10 ปี: 70-110 (เฉลี่ย 90)

  • อายุ 10-12 ปี: เด็กหญิง 70-110 เด็กชาย 65-105 (เฉลี่ย 85-90)

  • อายุ 12-14 ปี: เด็กหญิง 65-105 เด็กชาย 60-100 (เฉลี่ย 80-85)

  • อายุ 14-16 ปี: เด็กหญิง 60-100 เด็กชาย 55-95 (เฉลี่ย 75-80)

  • อายุ 16-18 ปี: เด็กหญิง 55-95 เด็กชาย 50-90 (เฉลี่ย 70-75)

  • อายุ 18 ปีขึ้นไป: 60-100 (เฉลี่ย 80)

เนื่องจากค่าชีพจรอาจเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยตามอายุและลักษณะเฉพาะบุคคล หากมีข้อกังวลควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจะเหมาะสมที่สุด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. ชีพจรควรอยู่ที่เท่าไร?

ในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี ขณะพักชีพจรมักอยู่ที่ 60-100 ครั้ง/นาที ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำอาจมีค่าต่ำกว่านี้ อย่างไรก็ตาม ช่วงชีพจรที่เหมาะสมอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสุขภาพและอายุของแต่ละบุคคล

2. จะวัดชีพจรได้อย่างไร?

คุณสามารถวัดชีพจรได้โดยใช้นิ้วสามนิ้วกดเบา ๆ บนหลอดเลือดแดงที่อยู่ใกล้ผิวหนัง เช่น ลำคอ ข้อมือ หรือขาหนีบ แล้วนับจำนวนครั้งที่เต้นใน 60 วินาที นอกจากนี้ เครื่องวัดความดันโลหิตดิจิทัลหรืออุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะก็เป็นทางเลือกที่สะดวก

3. ชีพจรสูงอันตรายหรือไม่?

หากอัตราการเต้นของหัวใจสูงเกิดจากสาเหตุชั่วคราวโดยทั่วไปจะไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงและจะกลับสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม หากอัตราการเต้นของหัวใจสูงอย่างต่อเนื่องขณะพักผ่อน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด และควรได้รับการประเมินโดยแพทย์

4. อัตราการเต้นของหัวใจต่ำเป็นอันตรายหรือไม่?

หากอัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่า 40 ครั้งต่อนาที และมีอาการร่วม เช่น เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย เป็นลม ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทันที อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ อัตราการเต้นของหัวใจต่ำอาจไม่เป็นปัญหา

5. การเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจอย่างกะทันหันหมายถึงอะไร?

การเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจอย่างฉับพลันอาจเกิดจากปัจจัยชั่วคราว เช่น ความเครียด การออกกำลังกาย ความกลัวฉับพลัน ไข้ หรือการติดเชื้อ หากมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องหรือชัดเจน อาจเป็นสัญญาณของโรคพื้นฐาน ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์

6. บุหรี่มีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจหรือไม่?

ใช่ เป็นที่ทราบกันว่าการสูบบุหรี่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น การเลิกบุหรี่มักทำให้อัตราการเต้นของหัวใจลดลง ซึ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพหัวใจ

7. โรคใดบ้างที่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ?

โรคไทรอยด์ โรคลิ้นหัวใจ โลหิตจาง ความผิดปกติของระบบประสาท การติดเชื้อ และผลข้างเคียงของยาบางชนิด อาจทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเปลี่ยนแปลงได้

8. อัตราการเต้นของหัวใจในเด็กควรเป็นเท่าใด?

ค่าอัตราการเต้นของหัวใจในเด็กจะแตกต่างกันตามอายุ ในทารกแรกเกิดจะสูงกว่า และจะลดลงตามอายุ ตารางค่ามาตรฐานตามกลุ่มอายุได้แสดงไว้ข้างต้น

9. อาการ 'เต้นขาด' ของหัวใจบ่งบอกถึงอะไร?

ความผิดปกติหรือ 'เต้นขาด' ของอัตราการเต้นของหัวใจ อาจบ่งชี้ถึงความผิดปกติของจังหวะหัวใจ หากเกิดซ้ำหรือมีอาการร่วม ควรปรึกษาแพทย์

10. ควรวัดอัตราการเต้นของหัวใจเป็นประจำหรือไม่?

ใช่ โดยเฉพาะหากมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือออกกำลังกายเป็นประจำ การติดตามอัตราการเต้นของหัวใจอาจเป็นประโยชน์ หากมีการเปลี่ยนแปลงฉับพลันควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

11. โรคอ้วนหรือมีน้ำหนักเกินมีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจหรือไม่?

น้ำหนักเกินและโรคอ้วน อาจทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจขณะพักสูงขึ้นได้

12. การวัดอัตราการเต้นของหัวใจด้วยเครื่องวัดความดันโลหิตเชื่อถือได้หรือไม่?

เครื่องวัดความดันโลหิตสมัยใหม่ส่วนใหญ่เชื่อถือได้ อย่างไรก็ตาม หากมีค่าที่สงสัยหรือจังหวะการเต้นผิดปกติ ควรให้แพทย์ประเมิน

13. สภาพจิตใจมีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจหรือไม่?

ความเครียด ความวิตกกังวล ความตื่นเต้น อาจทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นชั่วคราว ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นระยะเวลาสั้น ๆ

14. หลังออกกำลังกาย อัตราการเต้นของหัวใจจะกลับสู่ปกติเมื่อใด?

ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นและระดับสมรรถภาพของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปอัตราการเต้นของหัวใจจะกลับสู่ปกติภายใน 5-10 นาทีหลังออกกำลังกาย

15. มีโรคเรื้อรังใดบ้างที่มีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ?

มี เช่น โรคหัวใจเรื้อรัง ปัญหาลิ้นหัวใจ ความผิดปกติของจังหวะหัวใจ และโรคไทรอยด์ อาจมีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจอย่างถาวร การติดตามและรักษาอย่างสม่ำเสมอมีความสำคัญอย่างยิ่งในกรณีเหล่านี้

แหล่งข้อมูล

  • องค์การอนามัยโลก (WHO). โรคหัวใจและหลอดเลือด

  • สมาคมหัวใจอเมริกัน (AHA). ข้อมูลเกี่ยวกับอัตราการเต้นของหัวใจ (ชีพจร)

  • ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC). อัตราการเต้นของหัวใจ

  • เมโยคลินิก. ชีพจร: วิธีการวัดชีพจร

  • สมาคมโรคหัวใจแห่งยุโรป (ESC). แนวทางการจัดการโรคหัวใจและหลอดเลือด

  • Başoğlu, M., และคณะ สรีรวิทยาทางการแพทย์ สำนักพิมพ์โนเบลการแพทย์

  • UpToDate. การประเมินผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่มีอาการใจสั่น

คุณชอบบทความนี้ไหม?

แชร์กับเพื่อนของคุณ

ค่าชีพจรปกติควรอยู่ที่เท่าไร? เฉลยช่วงค่ามาตรฐานต่ออายุ | Celsus Hub